Logo
IoT and Information Engineering
King Mongkut's Institute of Technology Ladkrabang
×

วิศวกรรมระบบไอโอทีและสารสนเทศคืออะไร ?

ในโลกยุคดิจิทัล 4.0 ที่เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากในชีวิตประจำวันรวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจระดับประเทศ ที่การเชื่อมต่อสื่อสารนั้นเป็นไปอย่างไร้พรมแดน ไม่เพียงแต่การสื่อสารระหว่างมนุษย์อย่างเดียว แต่ยังมีการเชื่อมต่อสื่อสารระหว่างอุปกรณ์กับอุปกรณ์ เครื่องจักร หรือทุกสรรพสิ่ง จึงเป็นที่มาของเทคโนโลยีระบบอินเตอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่งหรือเรียกสั้นๆว่า ไอโอที (IoT)

หลักสูตรวิศวกรรมระบบไอโอทีและสารสนเทศ เป็นหลักสูตรที่ตอบสนองต่อนโยบายทางการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของรัฐบาล โดยมีความสอดคล้องกันกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2565-2569) ที่ได้มีการกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด (Disruption) และหนึ่งในเทคโนโลยีที่สำคัญนั้นคือ เทคโนโลยีระบบไอโอทีและสารสนเทศ

วิศวกรรมระบบไอโอทีและสารสนเทศ 1 ปริญญา

วิศวกรรมระบบไอโอทีและสารสนเทศ+ฟิสิกส์อุตสาหกรรม 2 ปริญญา

อาชีพที่ประกอบได้หลังจบการศึกษา

  • วิศวกรระบบไอโอที (IoT Engineer)
  • วิศวกรระบบสารสนเทศ (Information System Engineer)
  • วิศวกรระบบสมองกลฝังตัว (Embedded System Engineer)
  • วิศวกรซอฟต์แวร์ระบบสมองกลฝังตัว (Embedded Software Engineer)
  • นักพัฒนาแอพพลิเคชัน (Application Developer)
  • โปรแกรมเมอร์ (Programmer)
  • วิศวกรซอฟต์แวร์ (Software Engineer)
  • นักพัฒนาส่วนหน้า (Front End Developer)
  • นักพัฒนาส่วนเบื้องหลัง (Back End Developer)
  • นักพัฒนาฟูลสแตก (Full Stack Developer)
  • วิศวกรระบบคลาวด์ (Cloud Engineer)
  • วิศวกรระบบเครือข่าย (Network Engineer)

ครั้งแรกของประเทศไทย โครงการหลักสูตรปริญญาตรีสองปริญญา (Dual Degree) ระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วศ.บ. วิศวกรรมระบบไอโอทีและสารสนเทศ และ วท.บ. ฟิสิกส์อุตสาหกรรม

ในโลกยุค Disruption ได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งไปอย่างรวดเร็ว การรู้เพียงศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งจึงอาจไม่เพียงพอกับการต่อสู้ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะทางดิจิทัลและเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อโลกอันไร้พรมแดน จึงเป็นที่มาของหลักสูตร "PhysIoT" ที่ตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงในยุค Disruption นี้

เรียน 4 ปี ได้ 2 ปริญญา

วศ.บ.วิศวกรรมระบบไอโอทีและสารสนเทศ + วท.บ. ฟิสิกส์อุตสาหกรรม

ทลายกำแพงระหว่างคณะ

ศึกษาและปฏิบัติด้านอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและสมาร์ทเซ็นเซอร์ การออกแบบและควบคุมอุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์โดยใช้พื้นฐานด้านวงจรไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ระบบดิจิทัล

จบแล้วฮอตสุดไม่มีตกยุค

หากได้ลองค้นหาคำว่า "Top 10 อาชีพไม่ตกงาน" แน่นอนว่าจะต้องเจอกับอาชีพด้านไอทีอย่างแน่นอน เพราะเป็นสายงานที่มีความหลากหลายมากในยุคดิจิทัลไทยแลนด์ 4.0

อาชีพที่ประกอบได้หลังจบการศึกษา

  • วิศวกรระบบไอโอที (IoT Engineer)
  • วิศวกรระบบสารสนเทศ (Information System Engineer)
  • วิศวกรระบบสมองกลฝังตัว (Embedded System Engineer)
  • วิศวกรซอฟต์แวร์ระบบสมองกลฝังตัว (Embedded Software Engineer)
  • นักพัฒนาแอพพลิเคชัน (Application Developer)
  • โปรแกรมเมอร์ (Programmer)
  • วิศวกรซอฟต์แวร์ (Software Engineer)
  • นักพัฒนาส่วนหน้า (Front End Developer)
  • นักพัฒนาส่วนเบื้องหลัง (Back End Developer)
  • นักพัฒนาฟูลสแตก (Full Stack Developer)
  • วิศวกรระบบคลาวด์ (Cloud Engineer)
  • วิศวกรระบบเครือข่าย (Network Engineer)
อาคารพระจอมเกล้า

ทำไมต้องเรียน วท.บ. ฟิสิกส์อุตสาหกรรม ที่ สจล. ?

หลักสูตรฟิสิกส์อุตสาหกรรมของ สจล. มุ่งพัฒนาความรู้ ทักษะ และเทคโนโลยีต่างๆ ทางฟิสิกส์และการนำศาสตร์ทางฟิสิกส์ไปประยุกต์ใช้งานในอุตสาหกรรมด้านต่างๆ ตอบโจทย์ความต้องการของบริษัทและอุตสาหกรรม เป็นหลักสูตรที่มีความร่วมมือกับหน่วยงานอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ มีการจัดการเรียนการสอน ที่ให้ความรู้เทคโนโลยีด้านฟิสิกส์ที่รองรับความต้องการของอุตสาหกรรม

เมื่อนักศึกษาขึ้นชั้นปีที่ 2 นักศึกษาสามารถเลือกเรียนแผน 2 ปริญญาร่วมกับหลักสูตรวิศวกรรมระบบไอโอทีและสารสนเทศ(ฝั่งรับเปิดโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล.) เมื่อเรียนจบแล้วจะได้ปริญญา วท.บ. ฟิสิกส์อุตสาหกรรม และ วศ.บ.วิศวกรรมระบบไอโอทีและสารสนเทศ

อาชีพที่ประกอบได้หลังจบการศึกษา

  • วิศวกรระบบไอโอที (IoT Engineer)
  • วิศวกรระบบสารสนเทศ (Information System Engineer)
  • วิศวกรระบบสมองกลฝังตัว (Embedded System Engineer)
  • วิศวกรซอฟต์แวร์ระบบสมองกลฝังตัว (Embedded Software Engineer)
  • นักพัฒนาแอพพลิเคชัน (Application Developer)
  • โปรแกรมเมอร์ (Programmer)
  • วิศวกรซอฟต์แวร์ (Software Engineer)
  • นักพัฒนาส่วนหน้า (Front End Developer)
  • นักพัฒนาส่วนเบื้องหลัง (Back End Developer)
  • นักพัฒนาฟูลสแตก (Full Stack Developer)
  • วิศวกรระบบคลาวด์ (Cloud Engineer)
  • วิศวกรระบบเครือข่าย (Network Engineer)